23.9.60

รีวิว Lee Kong Chian National History Museum (LKCNHM)



รีวิว Lee Kong Chian National History Museum (LKCNHM)

พาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ที่กำลังมาแรงที่สุดในสิงคโปร์ ณ ขณะนี้ที่ Lee Kong Chian National History Museum พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติ ลี กอง เชียน ตั้งอยู่ที่ย่าน West Coast นอกตัวเมืองแต่สามารถเดินทางมาได้ง่ายๆ ไม่ไกล ด้วยรถเมล์หรือรถไฟฟ้า (อ่านวิธีเดินทางได้ที่นี่)

ด้านในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของสัตว์โลก มีฟอสซิลโบราณจัดแสดงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นไดโนเสาร์คอยาว ปลาโบราณ หอยโบราณ นอกจากนั้น ยังมีสัตว์ป่าหายากสตัฟฟ์มากมายมายให้เราได้ศึกษาเรียนรู้ เรียกว่ามาที่เดียวก็ได้ความรู้กลับไปเต็มๆ

เวลาเปิดทำการ : อังคาร - อาทิตย์ 10.00 - 19.00 น. (ปิดวันจันทร์)
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 20 SGD / เด็กและผู้สูงอายุ 12 SGD


รีวิว Lee Kong Chian National History Museum (LKCNHM)

Lee Kong Chian National History Museum เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore) เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2015 ที่ผ่านมา

ด้วยรูปแบบตัวอาคารที่ออกแบบมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ (ตามแบบฉบับของมหาวิทยาลัยที่นี่) สวยงามในแนวสิงคโปร์ที่ขึ้นชื่อได้ว่า เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยต้นไม้ แนะนำให้เดินขึ้นมาถ่ายรูปกันก่อนตรงจุดนี้

จากนั้น เดินลงบันไดไปชั้นล่างจะเป็นทางเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจชมทุกวันยกเว้นวันจันทร์ (ปิดทำการ) ตั้งแต่เวลา 10.00 - 19.00 น.

ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 21 SGD เด็กตั้งแต่ 3-12 ปี 13 SGD ต่ำกว่า 3 ปี เข้าฟรี


ในพิพิธภัณฑ์ LKCNHM แห่งนี้ มีเนื้อที่กว่า 2,500 ตร.ม แบ่งเป็น 2 ชั้น โดยชั้นแรกจะเป็นโถงใหญ่ แสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตบนโลกรวมทั้งพื้นพันธุ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โมเดลจำลองของดอก Rafflesia ดอกไม้ที่ได้ชื่อว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อโตเต็มที่จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางหลายเมตร หนักถึง 10 กิโลกรัม ขยายพันธุ์ด้วยการผสมเกสารจากแมลง โดยอาศัยการส่งกลิ่นล่อ

ต่อมาเป็นพันธุ์ไม้ต่างๆ ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศในเขตร้อนชื้น มีฝนตกชุกตลอดปี


ส่วนตู้นี้ ว่าด้วยเรื่องของเห็ดพันธุ์ต่างๆ ที่พบเห็นในธรรมชาติ

จากนั้น จะเข้าสู่โซนที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด คือ โซนไดโนเสาร์ ที่นี่จะมีโครงกระดูกไดโนเสาร์คอยาว 3 ตัว ความสูงเท่ากับตึก 2 ชั้น ตั้งตระหง่านอยู่ น่ามาชมมากๆ

การเกิดฟอสซิลนั้น เป็นกระบวนการทางธรรมชาติ เริ่มตั้งแต่เมื่อสัตว์นั้นๆ ได้ตายลงไป แล้วซากถูกย่อยสลายเหลือแต่กระดูก จากนั้นกระดูกถูกทับถมฝังอยู่ใต้ดิน ในสภาพที่มีออกซิเจนต่ำ จนเวลาผ่านไปมากๆ กระดูกจะแปรสภาพเป็นหิน ส่วนการค้นหานั้น ต้องมีการสำรวจทางธรณีวิทยา และสามารถพบฟอสซิลได้ตามชั้นหินต่างๆ

รอบๆ จะมีตัวอย่างฟอสซิล พร้อมกับการอธิบายกรรมวิธีการขุดหาฟอสซิลไดโนเสาร์ให้เราได้ชมกัน

มีการแสดงไฟด้วยทุกๆ ครึ่งชั่วโมง

ระหว่างรอเวลาก็เดินชมรอบๆ กันก่อน ตัวนี้คือ เจ้านก Dodo นกจากหมู่เกาะมอริเชีสซึ่งสูญพันธุ์จากโลกนี้ไปแล้ว

ฟอสซิลไดโนเสาร์ เล็กๆ ซึ่งฟอสซิลนี้ เก่าแก่จนเป็นหิน ไม่สามารถสกัดออกมาได้ เป็นส่วนของไดโนเสาร์ Apollonia ซึ่งเป็นพันธุ์ที่อาศัยในทวีปอเมริกาในยุคจูราสลิคเมื่อ 150 ล้านปี

แล้วก็ได้เวลาแสดงไฟ การแสดงใช้เวลาประมาณ 5 นาที ไฟจะเปลี่ยนสีสวยๆ ไปเรื่อยๆ เป็นสีสันให้กับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้


จองโรงแรมในสิงคโปร์ราคาถูก คลิกที่นี่

นักท่องเที่ยวเยอะทีเดียว ส่วนใหญ่เป็นชาวสิงคโปร์และฝรั่ง คนไทยยังไม่เจอเลยจ้า


จบจากโชว์ไฟ ก็ไปชมสิ่งทีน่าสนใจกันต่อ เริ่มจากโซนของสัตว์ชนิดเล็กๆ ที่เค้าจับมาดองใส่ขวดโหลให้ชมกัน มีเป็นร้อยๆ ขวดเลย


เคยเห็นมั้ย? เครื่องในเต่า ตับ ไตไส้พุง อย่างชัด

สัตว์ทะลจำพวกหนอนทะเล แอบสยองนิดๆ

ฟอสซิลของหอย Nautilus ที่มีสภาพแข็งเป็นหิน ถูกจับมาผ่ากลางให้เราได้ชมภายในกัน

ส่วนนี้คือฟอสซิลผ่ากลางของหอย Ammonite

ของดีๆ มีให้ชมเพียบ เดินดูกันเพลินๆ อันนี้คือ ฟอสซิล Trilobite ถือเป็น Arthropods (หรือไฟลัมของสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง โดยลำตัวจะแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ หัว อกและท้อง) ที่อาศัยในทะเลในยุคโบราณเมื่อประมาณ 505 ล้านปีก่อน

โซนเมลงและสัตว์เปลือกแข็ง แมงดา เหรา แมงป่อง แมงมุม

แมลงและผีเสื้อสายพันธุ์ต่างๆ เยอะมากๆ ต้องใช้เวลากันครู่ใหญ่ๆ เลยทีเดียว


ด้วงและเมลงปีกแข็งต่างๆ คนรักแมลงห้ามพลาดเลย

Japanese Spider Crab ปูแมงมุมญี่ปุ่น เป็นสัตว์ในไฟลัม Arthropods ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

Coconut Crab หรือปูมะพร้าว ถือเป็นสัตวในไฟลัม Arthopods บนบกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โตเต็มที่จะใหญ่ยาวได้ถึง 1 เมตรเลยทีเดียว พบที่ออสเตรเลีย

Tasmanian Giant Crab หนึ่งในปูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก น้ำหนักกว่า 13 กิโลกรัม และยาวถึง 46 เซนติเมตร เมื่อโตเต็มที่ อายุของมันนั้นก็ไม่น้อยทีเดียวคือ 80 ปี พบได้ที่ทวีปออสเตรเลียและเกาะแทสมาเนีย

มาถึงโซนสัตว์เลื้อยคลานกันบ้าง

สารพัดงูและตุ๊กแกในประเทศแถบ AEC ตามตัวอย่างมาจาก ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์และอินโดนีเซีย


ตรงจุดนี้ เราสามารถสัมผัสหนังของพวกมันได้จรงิๆ ซ้ายมือคือ หนังกบ Bullfrog บนขวาคือหนังจระเข้ ล่างขวาคือ หนังงู

ใกล้ๆ กันเป็นห้องที่แสดงเรื่องราวความสัมพันธ์ของสัตว์ชนิดต่างๆ กับสภาวะน้ำขึ้นน้ำลง

งูสายพันธุ์ต่างๆ ของเอเชีย

โหลซ้ายมือตัวใหญ่คือ King Cobra ส่วนขวามือคือ งูเห่าอินเดีย (แบบที่แขกเป่าปี่แล้วลุกขึ้นมาเต้นนั่นแหละจ้า) ไซส์ต่างกันลิบลับ

โซนนกชนิดต่างๆ ในภูมิภาคนี้

ตัวนี้ สวยงามทีเดียว นก Red Crowned Barbet พบในย่าน AEC เช่นกันไม่ว่าจะเป็นที่ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย พม่า บรูไน

โซนสุดท้ายของโถงใหญ่ คือโซนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีให้ชมพอประมาณ แม้จะสู้ทางพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ของอังกฤษ เช่นที่ National History Museum ในลอนดอนไม่ได้ แต่ก็ถือว่า โอเคในระดับหนึ่งของเอเชียทีเดียว


มีอะไรบ้าง ไปชมกัน

สัตว์หายากต่างๆ ทั้งที่สูญพันธุ์ไปแล้ว และยังมีอยู่ถูกนำมาสต๊าฟให้ดูอย่างใกล้ชิด



กระรอกบิน

จากชั้น 1 เดินขึ้นบันไดไปยังชั้น 2 ยังมีให้ชมกันอีกหน่อย



ดูให้ทั่วๆ แบบไม่ต้องรีบ ต้องมีซักอย่างน้อย 2 ชม. (การซื้อตั๋วแต่ละครั้ง จำกัดเวลาเข้าชมไม่เกิน 3 ชั่วโมง แต่ก็เพียงพอสำหรับการชมทั้งหมดแล้ว) แนะนำเลยสำหรับเพื่อนๆ ที่มาเที่ยวสิงคโปร์ ได้รับความรู้กลับไปเต็มๆ แน่นอนกับ Lee Kong Chian National History Museum (LKCNHM)