28.7.52

วันที่ 4 China Town / Singapore Flyer / Duck Tour / ช้อปปิ้ง Orchard / DFS

วันสุดท้ายของการเที่ยวสิงคโปร์ ตื่นแต่เช้าเช็คเอาท์แล้วฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อน จากนั้นตะลุย Chinatown กันเลยดีกว่า นั่ง MRT จากสถานี Little India ไปลงที่สถานี Chinatown Exit A

เดินตรงไปนิดนึงแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Pagoda St.จะเจอร้านหมูแผ่นชื่อดังอยู่ด้านขวามือ คือ ร้าน Bee Cheng Hiang หมูแผ่นที่นี่ไม่เหมือนบ้านเราตรงที่ชิ้นจะหนาๆ กว่า แล้วก็ไม่กรอบบาง รสชาติคล้ายๆ กุนเชียง ราคาขายอยู่ที่ 600 กรัม 28$ หรือซื้อเป็นกิโลจะถูกกว่า คือ กิโลละ 40 $


เดินตรงไปเรื่อยๆ สองข้างทางจะมีร้านขายของมากมาย ราคาถูก สำหรับซื้อไปฝาก อย่างเช่นพวก magnet ขาย 3 อัน 10$ ถ้าไปซื้อตามสวนสัตว์ สวนนกจะขายอันละ 4.90$ ถูกกว่ากันเยอะเลย






เดินตรงขึ้นไปเรื่อยๆจะผ่านวัดแขกอยู่ทางขวามือ ชื่อ วัด Sri Mariamman วัดนี้เป็นวัดฮินดูที่เก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1827 เพื่ออุทิศให้กับพระแม่อุมาเทวี (พระศรีมาริอัมมัน) วัดนี้มีชื่อเสียงในด้านเทวรูปแกะสลักและเทศกาลพิธีลุยไฟ (Thimithi Festival) ซึ่งจัดในเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนของทุกปี

เปิด 2 ช่วงเวลา ทุกวัน คือ 7.00 - 12.00 และ 18.00 - 21.00 น.
การถ่ายรูปในวัดจะเสียค่าธรรมเนียมด้วย คือ กล้องธรรมดา 3 $ ส่วนกล้องวีดีโอ 6 $




ธรรมเนียมการเข้าไปไหว้พระที่วัดแขก คือ ให้ล้างมือล้างเท้าให้สะอาด พรมน้ำบนศีรษะเพื่อทำให้ตัวเองบริสุทธิ์ จากนั้นให้เคาะระฆังหน้าวัดเพื่อบอกให้เทพเจ้าประทานสิ่งที่ตนปรารถนา แล้วทุบมะพร้าว (จะมีแขวนไว้ที่ประตูทางเข้าวัด) เพื่อทำลายอัตตาของตน

จากวัดแขกให้เดินไปตามถนน South Bridge จะพบกับ วัดจีน Budha Tooth Relic and Museum อยู่ทางด้านขวามือ แวะถ่ายรูปเป็นที่ระลึก นอกจากรูปทรงอาคารภายนอกที่มีความสวยงามตามสถาปัตยกรรมของราชวงศ์ถังแล้ว สถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระเขี้ยวแก้ว (ชั้น 4 ห้ามถ่ายรูป) และพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมพระพุทธรูปและเทพเจ้าต่างๆ ให้สักการะบูชาอีกด้วย

เปิด 7.00 - 19.00 น.






ด้านบนของ Budha Tooth Relic จะเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปองค์เล็กๆ อีกหมื่นองค์



ฝั่งตรงข้ามกับ Budha Tooth Relic พบจะมีศูนย์อาหารยอดนิยม Maxwell Food Center อยู่ แวะกินข้าวมันไก่ในตำนาน ร้านเทียน เทียน Tien Tien Hainanese Chicken Rice (ร้านเบอร์ 10) คิวยาวมาก


มาดูหน้าตาข้าวมันไก่กัน


กินแล้วขอบอกว่าอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ อิ่มแล้ว
นั่ง MRT ลงที่สถานี City Hall Exit B จะมาโผล่ที่ถนน Bridge Road เดินเลี้ยวซ้ายออกมาแล้วเดินตรงไปแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Coleman Street จะมีป้ายรถเมล์อยู่

ให้รอขึ้นรถ City Tour ราคา 2$ จะพาไปลงที่ Singapore Flyer จากนั้นรีบไปจองตั๋วเที่ยว Duck Tour และ Singapore Flyer ก่อน ราคาทั้งหมด 49.90$ ใช้ Boarding Pass ของ Singapore Airlines ลดได้อีกตามเคย เวลาที่จอง Duck Tour 12.45 มีเวลาอยู่ก็ขึ้น Singapore Flyer กันก่อนเลย

Singapore Flyer นั้น เป็นชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์ เปิดบริการตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008 ใช้เวลาหมุนครบรอบประมาณ 30 นาที ใน 1 ตู้นั้น สามารถบรรจุผู้โดยสารได้ถึง 28 คน แต่ถ้าไปเที่ยวกับเพื่อนๆ เป็นกลุ่ม แล้วคนที่รอคิวไม่เยอะมาก เค้าก็จะให้เราทั้งตู้เลย

เปิดบริการ 08.30 - 22.30 น.
ราคาตั๋วปกติ ผู้ใหญ่ 29.50$ เด็ก 20.65$


ค่อยๆ หมุนขึ้นมาจากด้านล่าง


ชมวิวเมืองสิงคโปร์แบบพาโนรามาได้ 360 องศา



จนไปถึงด้านบนสุด


ชมวิวกันพอสมควรประมาณ ครึ่งชม. ก็ลงมาเตรียมตัวไปเที่ยวชมเมืองกับ Duck Tour กันต่อ โดยรถ Duck Tour นี้จะพาชมบนบก 20 นาที ล่องน้ำอีก 40 นาที รวม 1 ชม.เต็มๆ

ขึ้นมาแล้วจากหน้า Singapore Flyer


ผ่านไปยัง Esplanade Park


ศาลฎีกา (Supreme Court)

โบสถ์ St.Andrew Cathedral


แล้วก็ลงน้ำกันเลย



Singapore Flyer ที่เพิ่งลงมาหยกๆ


Merlion แบบเต็มๆ


อาคารทุเรียน Esplanade


จบจาก Duck Tour ให้ขึ้นรถ City Tour (ใช้ตั๋วขามาแสดง) ไปลงที่สถานี MRT City Hall จากนั้นให้เดินทะลุทางใน City Link Mall ซึ่งเป็นห้างใต้ดิน เชื่อมระหว่างสถานี City Hall กับ อาคาร One Raffles Link เดินไปประมาณ 10 นาทีจะไปโผล่ที่หน้าน้ำพุ Fountain of Wealth หรือน้ำพุแห่งความมั่งคั่ง น้ำพุนี้สร้างตามหลักฮวงจุ้ย มีขั้นตอนการสัมผัสน้ำ คือ ให้ใช้มือขวาสัมผัสน้ำ ระหว่างที่สัมผัสก็ให้อธิษฐาน และเดินตามเข็มนาฬิกาให้ครบ 3 รอบ น้ำพุนี้จะเปิดเป็นรอบ มีเวลาดังนี้ 09.00-12.00, 14.30-18.00, 19.00-19.45, 21.30-22.00 และมีการแสดงเลเซอร์โชว์เวลา 20.00, 20.30 และ 21.30 ฟรีตลอดงาน (รีวิว Fountain of Wealth)


เดินกลับทางเดิมเพื่อไปขึ้น MRT จากสถานี City Hall ไปลงที่สถานี Orchard ช้อปกันต่อ ออกจากสถานีมาจะมาโผล่ที่หน้า ห้าง Takashimaya ห้างนี้มีจุดเด่นตรงที่มีร้านหนังสือ Kinokuniya สาขาใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ชั้น L3) และที่ซุปเปอร์มาร์เกตของห้างนี้ยังมีขนมญี่ปุ่นราคาถูกขายอีกด้วย



ส่วนฝั่งตรงข้ามเยื้องๆ ก็จะเจอห้างดัง คือ ห้าง Paragon


ห้างเปิดใหม่ ระดับเวิลด์คลาสของสิงคโปร์ ห้าง Ion Plaza




อีกห้างนึงอยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้าง Ion ก็คือ ห้าง Wheelock Palace


ห้างนี้มี Starbuck เปิด 24 ชม.ด้วย


อันนี้ก็ห้างสรรพสินค้าเหมือนกัน แต่ตึกเหมือนพวกวัดจีนยังไงยังงั้น ห้างนี้ชื่อว่าห้าง Tang Plaza


อีกหนึ่งห้างน่าเดินก็ Wisma Atriam ห้างนี้จะมีห้าง Isetan อยู่ด้วย


ผู้คนออกมาช้อปปิ้งเต็มถนน Orchard


เดินชมบรรยากาศไปเรื่อยๆ เจอร้านอย่างว่านี้เหมือนกัน (อยู่ใต้ห้าง Lucky Plaza)


สินค้าแบรนด์เนมดังๆ ก็มีเพียบ ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton, Chanel และอื่นๆ อีกมากมายมีให้เห็นตลอดถนนสายนี้


ถ้าใครจะไป Toy R Us ให้ไปที่ ห้าง The Forum Shopping Mall (ที่นี่ใหญ่กว่าที่ห้าง Paragon) ขึ้นไปที่ชั้นบนสุดเลยจะเจอร้านของเล่นนี้




สรุปรวมๆ แล้ว สินค้าพวกเสื้อผ้า Outlet เช่น Bossini, Esprit, Giodarno ราคาไม่ถูกเท่าไหร่ (ซื้อที่ฮ่องกงถูกกว่า) สวนของเล่นราคาก็พอๆ กับที่บ้านเรา อาจจะมีถูกกว่าบ้างเช่นพวกโมเดล ช้อปกระจาย สมควรแก่เวลาแล้ว นั่งรถไฟฟ้า MRT จากสถานี Orchard กลับไปลงที่สถานี Dhoby Ghaut แล้วเปลี่ยนเป็นสายสีม่วงไปลงที่ Little India แพ็คของแล้วเตรียมตัวไปสนามบินได้แล้ว

ใช้บริการเรียกรถแท็กซี่ให้มารับที่โรงแรม เสียค่าชาร์จอีกประมาณ 2$ ไปส่งที่สถานี Bugis จากนั้นนั่ง MRT ยาวไปลงที่สนามบินเลย

ถึงสนามบินแล้วเอากระเป๋า check-in ก่อน (อย่าลืมเอาของที่ต้องแสดงตอนขอคืนภาษีติดตัวไปด้วย ถ้าเผลอโหลดใต้เครื่องไปเสร็จเลย) จากนั้นให้เข้าไปที่ด้านใน Terminal จะมีเคาน์เตอร์ GST Refund


ตัวอย่างซองของคืนภาษีของห้าง Mustafa

ทำเรื่องเสร็จก็เอาเจ้าซองนี่ใส่ที่ตู้นี้เลย


ส่วนการขอคืนภาษีแบบรับเงินสดเลย จะต้องทำเรื่องต่ออีกขั้นตอนนึงที่เคาน์เตอร์ด้านในที่อยู่ในโซนของร้านค้า Duty Free

คืนภาษีเสร็จ มีเวลาก็เดินเที่ยวช้อปกันต่อที่ Duty Free ซึ่งที่สิงคโปร์นี้ใหญ่มาก เหมือนเป็นห้างๆ นึงเลยทีเดียว แถมยังรับประกันอีกว่า ถ้าร้านไหนถูกกว่าสามารถนำใบเสร็จมาแสดงแล้วรับส่วนต่างอีกสองเท่าเลย ชมบรรยากาศ DFS Singapore กัน

ร้านขายช็อคโกแลต The Cocao Tree ราคาถูก หิ้วกลับไปสบายๆ



เสื้อผ้า
เครื่องสำอางค์


นาฬิกา


กระเป๋าแบรนด์เนม


ร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ราคาถูกกว่าไทยนิดหน่อย


ช้อปกันซักพัก ได้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว ที่นี่จะให้ Board เร็วกว่าเมืองไทยประมาณ ครึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว จากนั้นก็ออกเดินทางกลับสู่ประเทศไทยโดยสวัสดิภาพโดยสายการบิน Singapore Airlines เหมือนเดิม

สำหรับอาหารค่ำขากลับนั้นตามนี้

ทีเด็ดอยู่ที่นี่เลย ไอศครีมมะม่วงเชอเบ็ต Mango Sherbet ยี่ห้อ King's (ยี่ห้อเดียวกับไอศครีมรถเข็นที่สามารถหาซื้อไ้ด้ทั่วไปในสิงคโปร์) ของหวานอร่อยๆ จาก Singapore Airlines


เปิดฝาออกมา เนื้อไอศครีมเหลืองนวล น่ารับประทานจริงๆ รสชาติอร่อยมาก เปรี้ยวหวานพอดีๆ